The secret of the brain ความลับของสมอง

posted on 20 Apr 2009 20:33 by apinyasomya

บทที่ 1

 

ความลับของสมอง

     

.......มีกรณีศึกษาทางการแพทย์พบว่า ในคนไข้ที่สมองซีกซ้ายส่วนหน้าเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุหรือพยาธิสภาพ  แต่ปรากฏว่าคนไข้คนนั้นกลับมีลักษณะของอัจฉริยะบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้าไม่เคยมีแววทางด้านนี้เลย  เช่นบางคนสามารถวาดภาพได้ราวกับเป็นมืออาชีพ  บางคนพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว  หรือเล่นเปียโนได้ราวกับฝึกซ้อมมาแรมปี   จากการค้นพบนี้  สรุปได้ว่า สมองซีกขวามีศักยภาพแฝงซ่อนอยู่ภายในเยอะมาก  และอัจฉริยะบุคคลสาขาต่างๆของโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีเซลล์ประสาทมากกว่าคนอื่น  เพียงแต่เขารู้จักใช้สมองส่วนที่คนอื่นๆไม่ได้ใช้   ทุกคนสามารถเป็นอัจฉริยะได้ ถ้ารู้จักใช้สมองส่วนนี้....

           สมองซีกซ้าย จะทำงานโดยเรียนรู้จากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่  แต่สมองซีกขวาจะกลับกัน มันจะมององค์รวม คือส่วนใหญ่ก่อน แล้วค่อยไปหาส่วนย่อย  การพบหลักใหญ่เป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะจะมองเห็นองค์ประกอบทั้งหมดได้ เห็นจุดสำคัญทุกจุด ซึ่งถ้าอยากลงไปหารายละเอียดที่จุดไหนก็ไม่ใช่เรื่องยาก และมันจะเลือกวิเคราะห์เฉพาะจุดย่อยที่สำคัญสำหรับหลักใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าใจในหลักใหญ่ จะช่วยให้สามารถเข้าใจในสถานการณ์หรือปัญหาอื่นๆที่คล้ายคลึงกันไปด้วย เพราะการเปรียบเทียบจากหลักใหญ่จะเห็นความคล้ายมากกว่า การเอาส่วนย่อยมาเปรียบเทียบกัน 

            การมองแบบองค์รวม จะเห็นการเชื่อมโยง เห็นเหตุและปัจจัย  เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น  ทำให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ไม่เหมือนคนอื่น หรือ ก่อนคนอื่น  เมื่อเห็นเป็นองค์รวม จะทำให้มีความอดทน รู้จักรอคอย มีความฉลาดทางอารมณ์ ( E.Q) สูง  นอกจากนั้นสมองซีกนี้ยังช่วยหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาอีกด้วย  บางครั้งเพียงการมองออกไปที่ท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตก ก็รู้สึกงดงามเหนือจะบรรยาย  ในขณะที่คนใช้สมองซีกซ้าย จะไม่รู้สึกอะไร เพราะคิดในเชิงเหตุผลว่า พระอาทิตย์ตกมันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นแปลก  ความไม่รู้สึกบวก ขาดจินตนาการ จะทำให้ความอดทนต่ำ คนที่ใช้สมองซีกซ้ายเพียงอย่างเดียวจะมองทุกสิ่งเป็นแบบแยกย่อย และมองเฉพาะข้อเท็จจริง หรือตัวเลขเชิงตรรกะ  เห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ขาดจินตนาการ ขาดการคาดหมายอนาคต  แม้จะแม่นข้อมูล แต่ก็ไม่สามารถนำข้อมูลนั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้  ส่วนคนที่ใช้สมองซีกขวา จะมองเห็นโอกาส ความเป็นไปได้  มีแรงบันดาลใจ แรงจูงใจสูง  และสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุด แม้ว่าเขาจะไม่แม่นข้อมูล แต่ก็จะพยายามเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมตรงส่วนที่สนใจอยู่ตลอดเวลา เป็นการเจาะข้อมูลเฉพาะจุด ที่จะนำมาประยุกต์เข้ากับจินตนาการ

        

          ผู้ที่ใช้สมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองที่ทำงานเด่นในวัยเด็ก  จะทำให้พวกเขามีความรู้สึกเป็นเด็กและอยากรู้อยากเห็นสูง  กลับเป็นผลดีเพราะจินตนาการไม่ถูกจำกัด ประกอบกับสมองแบบเด็กจะไม่ค่อยมีกิเลส ตัณหาที่เร่าร้อน  ผู้ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่างๆล้วนแล้วค้นพบความลับของสมองซีกขวา แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ตาม อาทิ เช่น บิลเกตต์   ไทเกอร์ วู๊ดส์    สตีเว่น สปีลเบิร์ก    ทอม แฮงค์   เจ เค โรวลิ่ง   นิวตัน  เอดิสัน ฯลฯ   รวมไปถึง ปิคาสโซ่ จิตรกรระดับโลกเคยบอกว่า ที่เขาสร้างผลงานได้ขนาดนั้น เพราะยังเหลือความเป็นเด็กอยู่มาก  ความมีศิลปะฝังอยู่ในใจเด็กทุกคน  แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาไม่สามารถรักษาความเป็นเด็กนั้นไว้ได้ 

          โดยธรรมชาติแล้ว เพศชาย เมื่อเติบโตขึ้นจะยังคงเหลือความเป็นเด็กติดตัวอยู่ มากกว่าเพศหญิง และส่วนนี้ถือว่า เป็นจุดได้เปรียบของเพศชาย  คนที่มีความเป็นเด็กอยู่ จะมีจินตนาการสูง มีอารมณ์ขัน และขี้เล่น

          โธมัส เอดิสัน บอกว่า ที่เขาประดิษฐ์สิ่งต่างๆได้มากมายขนาดนี้ เพราะยังมีความเป็นเด็กเหลืออยู่   อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็เช่นเดียวกัน  เคยเขียนไว้มีความหมายว่า.....   คนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะไม่มีใครคิดถึงเรื่องเวลายืดหดได้อีกเลย มันเป็นความคิดของเด็กเท่านั้น แต่โชคดีที่หัวผมช้า ผมจึงเพิ่งมาสงสัยเรื่องเวลายืดหด เอาเมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” (*เรื่องเวลายืดหด ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในหนังสือ “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น”)

          ชาร์ล ดาร์วิน   อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  และ  เซอร์ไอแซค นิวตัน  สามอภิมหาอัจฉริยะอันดับ 1 – 3 ของโลก เริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กด้วยความผิดปกติ  ทั้งดาร์วิน  ไอน์สไตน์ และนิวตัน ถูกครูปรามาสว่า เป็นเด็กหัวทึบ  ครูบางคนถึงขนาดบอกว่าปัญญาอ่อนกว่าเด็กทั่วไป  เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ช่วงนั้นพวกเขาไม่ใช้สมองซีกซ้ายเลย  จึงมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้และสื่อความหมาย เช่น การอ่าน  การพูด  การคำนวณ  ฯลฯ ขนาดอายุหกขวบ ไอน์สไตน์ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออก พูดไม่เก่ง  คำนวณคณิตศาสตร์ง่ายๆไม่ได้  แต่ ขณะนั้นสมองซีกขวาของเขา กำลังทำงานอย่างหนัก โดยที่คนภายนอกไม่เข้าใจ

อ่านบทที่ 2  กำลังของสติ   

บทที่ 2

 
  กำลังของสติ
     

   ....สิ่งหนึ่งที่ทำให้ให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย คือ ความสามารถในการเห็นนามธรรม เพราะรูปธรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย และสัตว์บางชนิดมีความสามารถในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น  หรือรับสัมผัส ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า  แต่มันก็จะรับรู้เพียง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โดยไม่สามารถวิเคราะห์ไปถึงส่วนของนามธรรมที่ซ่อนอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นามภายในจิต ที่เรียกกันว่า “ความรู้สึก”       

         เคล็ดลับในการพัฒนาประสิทธิภาพของสมองซีกขวา  ก็คือ การฝึกสติจับที่ความรู้สึกและอาการ เพราะ สมองซีกนี้ จะทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับ ความรู้สึก การสัมผัส การเคลื่อนไหว อาการ ลีลา ท่าทาง และสิ่งที่เป็นนามธรรม 

          ในทางการแพทย์ การกำหนดสติไปที่ความรู้สึกและอาการ จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาจำนวนมาก สารนั้นก็คือ โดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดสติ ปัญญา  ไหวพริบ ปฏิภาณ และความเฉลียวฉลาด   นอกจากนั้นโดพามีนยังเกี่ยวข้องกับอาการเคลื่อนไหวด้วย ถ้าขาดสารชนิดนี้ในสมองจะมีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ที่เรียกกันว่า โรคพาร์คินสัน   ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่กำหนดสมาธิไปที่รูป จนสมาธิแนบแน่น เช่นเพ่งกสิณ เพ่งดวงแก้ว ร่างกายจะหลั่งสารเฮนโดรฟิน ทำให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข แต่ขาดปัญญา  การเจริญสติ กับนั่งสมาธิ ต่างกัน ถึงในระดับการผลิตฮอร์โมนของสมองเลยทีเดียว และผู้ฝึกสติทุกคนจะรู้ดีว่า ความจำจะดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์หลังการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าจะตอบในเชิงการแพทย์ก็คือ สารเคมีในสมองเปลี่ยนไป  เมื่อมีสติ จะมีความจำดีโดยอัตโนมัติ           สำหรับทางจิตวิทยา พบว่า สารสื่อประสาทโดพามีน มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างความเชื่อมั่น และแรงบันดาลใจ สมองจะตื่นตัว มีพลัง กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆรอบตัว  แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะของการมีสติสัมปชัญญะ มิฉะนั้น การเพิ่มขึ้นของสารเคมีเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย  ซึ่งพบว่าในผู้ป่วยที่เสพยาบ้า หรือคนไข้ทางจิตเภท จะมีสารโดพามีนสูงมากในสมอง  ผู้ที่นั่งสมาธิวิปัสสนาจนถึงระดับที่สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลงแล้วเกิดขาดสติเพราะภาพนิมิต ก็ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย  ดังนั้นจึงควรมีพระอาจารย์คอยสอบอารมณ์เสมอ

       ในมุมมองของทางพุทธ วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเป็นต้นกำเนิดของปฏิกิริยาในสมอง ต้องมีความรู้สึกเกิดขึ้นก่อน จึงจะเหนี่ยวนำให้สมองหลั่งสารต่างๆไปตามความรู้สึกนั้น  และความรู้สึกเหล่านี้ ก็เกิดจากเจตสิกรวมกลุ่มกันเป็นส่วนของดวงจิตขึ้นมารับอารมณ์ ซึ่งปัจจุบ%B

Comment

Comment:

Tweet