Diamond and gem อัญมณี และเพชร

posted on 08 Jun 2009 11:07 by apinyasomya

                                                  อัญมณีที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ

 

1. มีความสวยงาม (Beauty)   มีสีสันที่สวยงาม การมีประกายแวววาวเล่นกับไฟดี (Brilliancy) ตลอดจนความโปร่งแสงและใสสะอาด (Transparency)

2. มีความคงทนถาวร (Durability) พิจารณาจากคุณสมบัติ 3 ประการ คือ

2.1 ความแข็ง (Hardness)  เป็นความทนทานต่อการขูดขีดหรือขัดถู ตัวอย่างเช่น เพชรเป็นอัญมณีที่มีความแข็งมากที่สุด

2.2 ความเหนียว (Toughness)  เป็นความทนทานต่อการแตกหัก ไม่สัมพันธ์กับความแข็ง ตัวอย่างเช่น หยก เป็นอัญมณีที่มีความเหนียวมากที่สุด แต่มีความแข็งต่ำ 

2.3 ความเสถียร (Stability)  เป็นการไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสี เช่น การซีดจางของสี การสูญเสียเนื้ออัญมณี ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อถูกความร้อน แสงสว่าง หรือสารเคมี

3. เป็นสิ่งที่หายาก (Rarity) เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ชื่นชอบสิ่งที่หายาก ทำให้อัญมณีที่มีจำนวนน้อยเป็นที่ต้องการมาก ราคาจึงสูงกว่าอัญมณีที่หาได้ทั่วไป

 

ราคาของอัญมณีขึ้นอยู่กับตัวแปร 4C’s เหล่านี้คือ

1. สี (Color) หมายถึง ความชัดเจนของแสงที่ออกมาจากอัญมณีชนิดนั้นๆ อย่างที่ควรจะเป็น ควรแสดงได้ชัดเจน โดยไม่มีสีอื่นที่ไม่ควรจะมีเข้ามาปะปน เช่น ถ้าเป็นชนิดโปร่งแสง สีก็ควรสดใสไม่ทึบแสง จะทำให้ราคาดี แต่ถ้าเป็นชนิดทึบแสง ก็ไม่ควรสว่างใส เพราะจะทำให้ราคาไม่ดี

2. ความสะอาดของอัญมณี (Clarity) หมายถึง ปริมาณของมลทินตามธรรมชาติ ที่ปะปนอยู่ในเนื้อของอัญมณี ยิ่งมีน้อยจะทำให้ราคาสูง สามารถดูได้จากตารางค่าชี้วัดระดับความสวยสะอาดของอัญมณีที่ขายในร้านนครอัญมณี

3. ฝีมือการเจียรระไน (Cut) หมายถึง รูปทรงของอัญมณี มีอยู่หลายรูปแบบ โดยการเจียรระไนจะขึ้นอยู่กับชนิดของอัญมณี โดยทั่วไปจะเป็นการเจียรแบบมีเหลี่ยมมุม (Brilliant) จะทำให้เกิดการสะท้อนสีแสงได้ดี แต่ถ้าเป็นอัญมณีบางประเภทเช่น สตาร์, ไพฑูรย์, มุกดาหาร หรือชนิดที่มีเหลือบแสง จะใช้วิธีการเจียรแบบ หลังเบี้ย (Cabochon) เพื่อให้เกิดสาแหรก (ขา) วิ่งไปมาบนตัวอัญมณี

4. ขนาดน้ำหนัก (Carat weight) หมายถึง ยิ่งมีน้ำหนักมากจะมีราคาของอัญม bjณีจะยงสูงไปดHวย ซึ่งน้ำหนัก 1 กรัม จะเท่ากับ 5 กะรัต (1 Gram = 5 Carat)

 

  

 

 

เพชร

 

เป็นแร่ชนิดเดียวที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุเพียง 1 ชนิดเท่านั้นคือ ธาตุคาร์บอน 99.95% อีก 0.05% เป็นแร่ธาตุชนิด อื่น เรียกว่า "Impurities (สารมลทิน)
 ธาตุไนโตรเจน ทำให้เพชรเป็นสีเหลือง
 ธาตุโบรอน ทำให้เพชรเป็นสีฟ้า
 โครงสร้างทางผลึกเป็นแบบ cubic system (Isometric)
 รูปร่างผลึกที่พบเห็นทั่วไปเป็นรูป 8 เหลี่ยม (Octahedron)

    คุณสมบัติทางแสง

     ค่าดัชนีหักเห (R.I.) : 2.417
     ลักษณะทางแสง (Optic Character) : หักเหเดี่ยว (Singly Refractive)
     การกระจายแสง (Dispersion) : 0.44 (การกระจายแสงที่สูงนี้บางครั้งทำให้มองเห็นสีรุ้ง)
     ความวาว (Luster) : Adamantine (ความวาวแบบโลหะ)


 

    คุณสมบัติทางกายภาพ

     ค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) : 3.52
     ความแข็ง (Hardness) : 10 (สูงสุดตามสเกลของโมห์)
     ความเหนียว (Toughness) : ดีในทิศทางของรอยแยกแนวเรียบ ดีที่สุดในทิศทางอื่น
     รอยแยกแนวเรียบ (Clevage) : 4 ทิศทางขนานกับหน้าผลึก 8 เหลี่ยม
     รอยแตก (Fracture) : แบบขั้นบันได
     ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า ยกเว้นเพชรสีฟ้า เป็นตัวกึ่งนำไฟฟ้า
     ตัวนำความร้อน (Themal Inertia - Thermal Conductivity) : ดีที่สุด
    ชนิดของเพชร

     ชนิด Ia (Type Ia) : ประมาณ 98% ของเพชรทั้งหมดที่พบในธรรมชาติ มีธาตุไนโตรเจนแทรกเป็นหย่อมๆเล็กน้อย สีที่เห็นจะเป็นใสไม่มีสี-สีออกเหลืองอ่อนๆ เรียกว่า "Cape diamomd"
     ชนิด Ib (Type Ib) : น้อยกว่า 1% ของเพชรทั้งหมดที่พบในธรรมชาติ มีธาตุไนโตรเจน และสีเหลืองเข้ม
     ชนิด IIa (Type IIa) : พบยากมากในธรรมชาติ มีธาตุคาร์บอน 100% บริสุทธิ์ ใส ไม่มีสี
     ชนิด IIb (Type IIb) : พบยากมากในธรรมชาติ มีธาตุโบรอนปนอยู่ ทำให้นำไฟฟ้าได้ดี มีสีฟ้า-เทา บางครั้งใสเกือบไม่มีสีหายากมา
    I LOVE DIAMOND AND GEM.

edit @ 8 Jun 2009 12:20:44 by  supinya  somya 

 

edit @ 8 Jun 2009 12:45:41 by

 

edit @ 9 Jun 2009 11:00:14 by

Comment

Comment:

Tweet